ห้องนอนเด็ก

หากไม่อยากเสียใจ และเสียลูกรักไปในภายหลัง ควรทำตามบทความนี้!

ลูก เปรียบเสมืองดวงใจของพ่อและแม่ ฉะนั้น หากลูกรักเกิดเป็นอะไรขึ้นมา คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็คงใจสลายไม่เหลือชิ้นดี ฉะนั้น บทความนี้เราจึงมี 6 ข้อควรทำ เพื่อเสริมความปลอดภัยแก่ลูกน้อยมาฝาก

6 ข้อควรทำ เพื่อเสริมความปลอดภัยแก่ลูกน้อย

  • เวลาเลือกซื้ออุปกรณ์ต่างๆ สำหรับเด็กควรได้มาตรฐาน เช่น เตียง ชิงช้า รถเข็น ควรศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการเลือกอุปกรณ์และของใช้สำหรับเด็กที่ได้มาตรฐาน ซึ่งถูกออกแบบและทดสอบเพื่อความปลอดภัยของเด็ก
  • เก็บสายไฟ และวัตถุชิ้นเล็กที่เด็กสามารถกลืนลงคอให้พ้นมือเด็ก เพราะในช่วงที่ฟันของลูกน้อยกำลังจะขึ้น เด็กจะคันเหงือกและอยากกัดทุกอย่างที่คว้าได้
  • เก็บผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มักมีสีสันสดใสและกลิ่นหอมให้พ้นมือเด็ก เนื่องจากน้องๆ หนูๆ ยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างน้ำผลไม้และน้ำยาทำความสะอาด ดังนั้นจึงควรเก็บให้พ้นมือเด็กก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
  • หน้าต่างควรมีที่ล็อคอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันเด็กพลัดหล่นจากตึก นอกจากนี้ไม่ควรวางเตียงเด็กหรือเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ไว้ใกล้หน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ เพราะเด็กอาจปีนป่ายและตกตึกได้
  • ไม่ควรใช้หมอนและผ้าห่มที่มีน้ำหนักมากบนที่นอนเด็ก ผ้าห่มที่ควรใช้ควรเป็นผืนใหญ่ผืนเดียวที่สามารถเก็บชายผ้าห่มไว้ที่ใต้เบาะได้ ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการใช้ผ้าห่มหลายๆ ผืน ที่อาจพันตัวเด็กได้
  • เครื่องหอมและดอกไม้แห้งควรเก็บให้พ้นมือเด็ก น้ำมันและสารเคมีต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสารพิษ แต่เด็กๆ อาจคิดว่าเป็นขนม

อย่างไรก็ตาม คุณสามารถเนรมิต 6 ข้อควรทำ เพื่อเสริมความปลอดภัยแก่ลูกน้อยได้ด้วยบริการรับบิ้วอินบ้าน เพราะบริการรับบิ้วอินบ้านเป็นบริการที่เข้าอกเข้าใจในทุกความต้องการของคุณ โดยเฉพาะความต้องการของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่ความปลอดภัยของลูกรักต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง แถมบริการรับบิ้วอินบ้านยังมีไอเดียที่สุดล้ำมากมายไว้คอยช่วยคุณในเวลาที่คุณคิดไอเดียไม่ออก หรือไม่มีเวลาที่จะคิดนั่นเอง และที่สำคัญบริการรับบิ้วอินบ้านยังเป็นบริการที่งานจบแต่ความห่วงใยไม่จบอีกด้วย เพราะบริการรับบิ้วอินบ้านจะคอยอยู่ซัพพอร์ตคุณไปจนกว่าคุณจะไม่พบเจอปัญหาใดๆ ในการใช้งาน แหม ดีขนาดนี้จะไม่ลองใช้บริการดูหน่อยหรอ ?

grade

อยากได้เกรด 4 ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

       ใครรู้สึกที่กำลังท้อใจและท้อแท้กับเกรดเทอมที่ผ่านมาอันแสนน้อยนิดเหลือเกิน หรือเกรดยังไม่ดีเท่าตามใจเราหวัง ลองมาตั้งใจใหม่กันอีกครั้ง ลองมาพยายามกันใหม่ กับ 6 วิธี ให้ได้เกรดดีในเทอมต่อไป

  1. “เป้าหมาย” เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าเราจะอยู่วัยทำงาน วัยเรียน หรือวัยไหน เป้าหมายก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้เราตั้งใจและเดินทางไปสู่เป้าหมายได้อย่างสวยงาม โดยเป้าหมายจะต้องไม่กดดันเรามากเกินไปด้วยนะ เช่น น้องๆ ลองตั้งไว้ว่า เทอมหน้าต้องการ เกรด 3.00 ขึ้นไป หรืออยากจะได้เป็น 1 ใน 5 ของห้องเรียน
  2. “ลดแรงกดดัน” ผลักดันกับกดดัน มันค่อนข้างต่างกันนะ เราลองลดแรงกดดันแล้วเริ่มแรงผลักดัน เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีความสุข เช่น คะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้ไม่ดีพอในครั้งนี้ อย่าเพิ่งกดดันตนเอง ลองหาแรงบันดาลใจ เช่นการดู series เกี่ยวกับการเรียนสักเรื่อง ที่ทำให้เรารู้สึกอยากเป็นแบบตัวละคร แล้วค่อยๆ หาวิธีที่ทำให้เราจะได้คะแนนสอบในครั้งต่อไปดีขึ้นกว่าเดิม
  3. “เตรียมอุปกรณ์” หลายๆ คน มักชอบเดินหาอุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ ที่มีความน่ารัก สดใส หรือสไตล์มินิมอลสุดคูล แบบไหนก็ได้ ที่ทำให้เรารู้สึกอยากจด อยากเขียน อยากบันทึกอะไรลงไป แล้วลองเรียนรู้จากแหล่งใหม่ๆ เช่น เทอมที่แล้วเกรดภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีเลย ลองหาภาพยนตร์ต่างชาติที่เป็นซับไตเติลดูสักเรื่อง แล้วจดบันทึกคำศัพท์ใหม่ๆ หรือรูปประโยคที่น่าสนใจ ด้ายเครื่องเขียนที่เราชื่นชอบ รับรองทั้งสนุกทั้งได้ความรู้
  4. “Studygram” เป็นไดอารี่ที่ใช้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียน การอ่านหนังสือ การทำข้อสอบ ของตัวเองที่ทันสมัย และเหมาสำหรับคนที่ไม่ชอบเขียนเป็นอย่างมาก โดย studygram เป็นการบันทึกในแอพพลิเคชั่น Instagram  ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปหนังสือที่เราอ่าน ถ่ายความคืบหน้าของงาน การบ้านที่ได้รับมอบหมาย หรือแม้กระทั่งการหาแรงบันดาลใจผ่าน แฮชแท็ก #studygram ที่มีคนสนใจและทำเพื่อกระตุ้นให้เราตั้งใจมากยิ่งขึ้น
  5. “แบ่งเวลา” แน่นอนว่า ถ้าหากเรามุ่งมั่นมันก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าอะไรที่มันมากเกินไปอาจทำให้เราไม่มีความสุข และทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจได้ง่ายๆ แล้วสุดท้ายเป้าหมายที่ตั้งไว้ในข้อ 1 ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ดังนั้น เราลองมาจัดสรรปันส่วนให้มันสมดุลกัน ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป เช่น เลิกเรียนแล้วให้เวลากับตัวเองได้พักผ่อนเล่นโทรศัพท์คู่ใจสัก 1-2 ชั่วโมง หรือออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ แถวบ้านสักหน่อยแล้วกลับมาทำการบ้านและอ่านหนังสือ สุดท้ายก็ค่อยอาบน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะ
  6. “ประเมินตนเอง” หากน้องๆ ได้ลองทำตั้งแต่ข้อที่ 1 จนถึงข้อที่ 5 แล้ว ลองประเมินตัวเองสักหน่อยว่าที่ทำมานั้นเรามีความสุขกับการเรียน ไม่เครียด และค่อยๆเขยิบเข้าใกล้เป้าหมายทีละน้อย ถ้าวิธีไหนยังไม่ถูกใจหรือเครียดเกินไป ลองหาวิธีดูไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะสำเร็จตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ สู้ๆ

ใช้สีปากเน้นคำอย่างเข้าใจ ช่วยจดจำได้ไม่ลืม

          ช่วงเตรียมสอบของนักเรียนนักศึกษา แทบทุกคนจะต้องเผชิญกับภาวะของการ “อ่าน” หนังสือวิชาการ ตำราเรียนเป็นจำนวนไม่น้อยเพื่อเตรียมตัวสอบ ยิ่งหากมีหลายวิชาประกาศสอบไล่เลี่ยกันยิ่งเหมือนเป็นงานหินที่เราจะต้องอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาในรายวิชาจากตำราเรียนและเลทเชอร์ที่เอาไว้ให้มากที่สุด ลำพังหากเราอ่านให้เนื้อหาผ่านๆตาอย่างเดียวเมื่ออ่านเสร็จปิดหนังสือเราก็คงจะจำได้บ้าง ลืมไปบ้าง หรือจำได้คร่าวๆ ทางที่ดีคือหา “ตัวช่วย” มาเพิ่มการจดจำให้กับการอ่านหนังสือของเราดีกว่า

          ตัวช่วยที่อยากจะนำกันในวันนี้คือ “ปากกาเน้นคำ” เมื่อพูดแบบนี้แล้วหลายคนคงจะไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเพราะดูเป็นของธรรมดาๆที่พบได้ตามร้านเครื่องเขียนทั่วๆไป แต่รู้หรือไม่ว่าปากกาเน้นคำนั้นมีสีสันที่แตกต่างกันและแต่ละสีก็มีผลต่อการจดจำของคนเราที่แตกต่างกันไปด้วย

          สีที่เราน่าจะคุ้นเคยมากที่สุดคือปากกาเน้นคำสีเขียว (โดยเฉพาะเฉดสีเขียวมะนาว) ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นสีที่ช่วยผ่อนคลาย (เหมือนกับเวลาที่เรามองต้นไม้ใบไม้) และช่วยเพิ่มสมาธิ รวมทั้งเรื่องความจำ ดังนั้นสีเขียวจึงเหมาะสำหรับการจดในสิ่งที่เราต้องมาทบทวนซ้ำ หรือเน้นย้ำข้อความที่มีความยาว เช่น คำอธิบาย นิยาม หรือความหมายต่าง ๆ

          สีส้ม เป็นอีกหนึ่งสีของปากกาเน้นคำที่มักจะนิยมใช้กันไม่น้อย ด้วยพื้นฐานของสีส้มเป็นสีที่ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น มีความสดใส เหมาะสำหรับการเน้นที่ประโยคที่มีใจความสำคัญ (Main Idea) หรือประโยคที่มีการเปรียบเทียบ (Compare)

          สีแดง หรือสีมพู เป็นสีที่มีความดึงดูด สะดุดตา เป็นสีที่ดูโดดเด่นกว่าทุกสีทั้งหมด เหมาะสำหรับการเน้น ข้อความ หรือคำศัพท์ขนาดสั้น ข้อความที่สำคัญมาก ๆ ต้องจดจำ ตลอดจนการเขียนแทรกเพิ่มเติมด้วยปากกาแดงหรือการกาดอกจันทน์ก็จะช่วยเน้นย้ำถึงความสำคัญเวลาที่อ่านทบทวนได้

          สีฟ้า หรือ สีน้ำเงิน เป็นอีกหนึ่งสีของปากกาเน้นคำ ด้วยพื้นฐานของสีเป็นสีที่ให้ความสบายตา อ่านง่าย ให้ความรู้สึกสงบสุขุม เป็นทางการ น่าเชื่อถือ จะเห็นได้ว่า สีน้ำเงินจึงเป็นสีพื้นฐานของการเขียนหนังสือเพราะปากกาที่เราใช้จดใช้เขียนกันอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน ดังนั้นสีน้ำเงินในส่วนของการเน้นคำจึงเหมาะกับการเน้นประโยชน์ที่เป็นรายละเอียดทั่วไปนั่นเอง

          ส่วนในบรรดาสีที่ไม่เอื้อต่อการจดจำก็คือ สีที่มีโทนออกไปทางสีเข้ม เช่น สีดำ หรือสีน้ำตาล แม้ว่าจะไม่ได้ถูกผลิตให้เป็นสีในปากกาเน้นคำก็ตาม แต่ด้วยพื้นฐานของสีที่ไม่ได้ช่วยในเรื่อการจดจำถ้าเรานำมาใช้สำหรับขีดเขียน จดเนื้อหาก็อาจจะไม่ค่อยได้ช่วยให้เราจำได้ดีขึ้นสักเท่าไหร่ และอีกข้อพึงระวังหนึ่งของการใช้ปากกาสีก็คืออย่าใช้หลายสีในคราวเดียวกัน เพราะจะทำให้เกิดการสับสนนั่นเอง

hat

การเรียนรู้พัฒนาความคิด ทฤษฎีหมวก 6 ใบ

 ความคิดที่เกิดเป็นทัศนคติ ย่อมเกิดจากสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ในชีวิตที่เราพบเจอมาและความคิดต่างๆเหล่านี้ก็มีผลในด้านการพัฒนาตัวเองรวมไปถึงการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอีกทั้งยังมีผลต่อการคิดวิเคราะห์และการสรุปใจความได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กวัยเรียนการพัฒนาความคิดและทักษะทางด้านการคิดนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีหมวก 6 ใบซึ่งมีผลทำให้มนุษย์มีการคิดอย่างมีประสิทธิภาพมีความสร้างสรรค์และรอบด้านมากยิ่งขึ้นดังนั้นวันนี้เรามา ทำความรู้จักกับทฤษฎีหมวก 6 ใบ นี้กัน

  • หมวกสีขาว   หมายถึงข้อเท็จจริงที่มีความเป็นกลางต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับผลงานวิจัยหรือตัวเลขต่างๆเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นการคิดโดยใช้หมวกสีขาวจะต้องอาศัยข้อมูลเท็จจริงโดยปราศจากความรู้สึกและทัศนคติส่วนตัวรวมไปถึงความคิดเห็นต่างๆของผู้ร่วมประชุมหรือผู้ร่วมในทีมนั้น
  • หมวกสีแดง   หมายถึงการแสดงออกตามอารมณ์รวมไปถึงสัญชาตญาณและความรู้สึกอีกทั้งยังมีลางสังหรณ์เป็นองค์ประกอบดังนั้นการคิดโดยการใช้หมวกสีแดงจึงเป็นการคิดโดยการใช้ความรู้สึกส่วนตัวรวมกับเรื่องดังกล่าวทั้งทัศนคติความชอบและความไม่ชอบต่อเรื่องนั้นโดยที่ไม่ต้องมีการคำนึงถึงเหตุผลใดๆทั้งสิ้น
  • หมวกสีดำ   เป็นความคิดเชิงลบหมายถึงการบอกปฏิเสธและบอกถึงสิ่งที่ไม่เหมาะสมไม่ควรปฏิบัติตนไปถึงจุดด้อยอุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆที่เกิดขึ้น ดังนั้นการคิดโดยการสวมหมวกสีดำจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนฝ่ายค้านที่จะคอยโต้แย้งว่าสิ่งใดไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงสิ่งใดไม่ใช่เพื่อช่วยให้การทำงานหรือการเรียนและการปฏิบัติงานต่างๆนั้นไม่เกิดความสูญเปล่าหรือสูญเสียโดยไม่จำเป็น
  • หมวกสีเหลือง   คือตัวแทนของการมองโลกในแง่ดีการสร้างโอกาสและการสร้างจุดเด่นมองเห็นแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ในเชิงบวกมีความกระหายใคร่รู้และการทำสิ่งต่างๆด้วยความสุขมีความหวังในการสร้างสรรค์ผลงานดังนั้นผู้ที่สวมหมวกสีเหลืองในการคิดจะต้องเป็นผู้ที่ต้องการข้อมูลและข้อมูลนั้นต้องเป็นข้อมูลในแง่ดี มีโอกาสที่จะนำมาพัฒนาต่อยอดได้
  • หมวกสีเขียว   คือตัวแทนของความเจริญงอกงามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์รวมไปถึงการคิดนอกกรอบผู้ที่ใช้หลักการคิดโดยสวมหมวกสีเขียวจะต้องใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
  • หมวกสีน้ำเงิน   หมายถึงการควบคุมและการบริหารกระบวนการความคิดต่างๆเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นข้อสรุปความคิดรวบยอดสรุปยุติข้อขัดแย้งมองให้เห็นภาพรวมทั้งระบบดังนั้นการคิดโดยใช้หมวกสีน้ำเงินจึงเท่ากับว่าเราผ่านกระบวนการความคิดจากห่วงอีก 5 ใบมาแล้วเมื่อมาถึงจุดนี้จึงเป็น ส่วนสำคัญในการตัดสินใจเป็นบทบาทที่เทียบเท่ากับว่านี่คือบทบาทของหัวหน้าหรือผู้นำในการควบคุมการดำเนินการรวมไปถึงหาข้อสรุปผลเพื่อให้บรรลุในเป้าหมายที่ต้องการ